Perth

posted on 24 Sep 2008 12:51 by giftky

สิ้นเดือนสิงหาคมเป็นไฟลท์ perth ปกติไฟลท์ไปออสเตรเลียจะไปกันยาวๆหลายวัน มีเพิร์ทเมืองเดียวเท่านั้นที่ทำไปกลับ layover แค่วันเดียวเหมือนไฟลท์ปกติทั่วไป เทียบแล้วก็ถือว่าเป็นไฟลท์ที่เหนื่อยเกินไปสำหรับลูกเรืออย่างเรา ไม่รู้บริษัทจะประหยัดอะไรกันนักกันหนา ไฟลท์นี้ใช้เวลาประมาณ 9-10ชั่วโมง ขาไปสนุกสนานเฮฮา เพราะผู้โดยสารน้อย

 

มีเรื่องให้ตื่นเต้นก่อนทำไฟลท์เพราะเกือบอดทำเนื่องจากลืมหมวกอ้ะ หมวกกลมแดงไซส์ S ที่ไม่สามารถยัดหัวพร้อมผมทรงกล้วยหอมได้พร้อมกันใบเก่งของเราน่ะแหละค่ะ แพคกระเป๋าเรียบร้อย ลงมารอรถบัสแบบว่าพร้อมจัด ไ ปก่อนเวลาถึงครึ่งชั่วโมง  เจอนาโอโกะ เมทแดนปลาดิบของปูน เลยเม้าท์กันมันส์ไปตลอดทาง มารู้สึกตัวตอนรถกำลังเลี้ยวเข้า CBC เห็นรถลูกเรือผ่านไปเจอคนใส่หมวกแดงบนรถเลยนึกขึ้นได้ว่าตอนจัดกระเป๋าดันเผลอเอาหมวกออกกะว่าจะใส่ลงมาเลย ตอนนั้นคิดในใจอย่างเดียวเลยว่า ซวยยยละ   ไปถึง CBC โทรหา crew controller ส่งสำเนียงอินเดียตอบกลับมาด้วยความใจดีว่า You can go back to get it if you can come back in time I'll let you in , but not I have to mark you absent ........ เอ่อออ ตกลงนี่คุณช่วยชั้นตรงไหนวะ

 

สำหรับที่นี่ถึงคุณจะโดน mark absent ว่าขาดไปแล้วก็ใช่ว่าจะรอดตัว กลับบ้านไปนอนตีพุง ดูซีรี่ย์เกาหลีต่อได้นะคะ  มันจะบังคับให้เราเป็นแอร์พอร์ทแสตนบายเผื่อว่าไฟลท์ไหนคนขาด เราก้ออาจจะโดนลากให้ไปทำค่ะ แม้ว่าใจจะไม่อยากก้อตาม เช่น บอมเบย์ เดลี การาจี เป็นต้น  สรุปแล้วถึงจะโดน mark absent  หรือกลับมาทันทำไฟลท์ ยังไง๊ ยังไงก็ต้องกลับไปเอาหมวกอยู่ดี คิดแล้วก็รีบกลับไปเอาหมวกดีกว่า เผื่อฟลุคกลับมาทันจะได้ทำเพิร์ธ   ไม่ต้องทำเทิร์นอราวด์ห่วยๆ   พอดีมีแท๊กซี่มาส่งลูกเรือพอดี เราก้อรีบเข้าไปเสียบแทน          บอกทางให้มันพาเรากลับบ้านจนได้ นั่งไปก้อลุ้นไป มองนาฬิกาไป  ครึ่งชั่วโมงไปกลับ ทันก้อบ้าแล้ว ใช้เวลาไปเกือบ20นาที มันก็พากี้มาถึงบ้านจนได้ บอกมันว่าให้รอนะๆๆ อีก2นาทีลงมาๆๆ  วิ่ง4x100เมตรหญิงขึ้นไปเอาหมวก ลงมาพอดีมีลูกเรือขอแชร์แท๊กซี่ไป CBCด้วย  เอ่อออ รีบก็รีบนะ เอาก็เอา ใช้เวลาอีก 20 นาทีมาถึง CBC วิ่งไม่คิดชีวิตเข้าไป sign in   อ่ะ มาถึงตอนนี้เรามีรูปมาอธิบาย

ที่เห็นในรูปหน้าจอทีวี ก็คือตารางเวลาค่ะ เหมือนในสนามบินเลยค่ะที่จะบอกว่าไฟลท์ไหนเปิดให้ sign in แล้ว และไฟลท์ไหนกำลังจะปิด sign in ซึ่งหมายความว่าถ้าหลังจากนั้นถือว่าสายค่ะ
ต้องใช้ e-gate card เผื่อผ่านเข้าไป sign in ค่ะ  จากนั้นก็ใช้ ID Card เพื่อ sign in และรับ tag ติด suitcase
แล้วก็วิ่งเข้า Briefing room ค่ะ เพื่อเจอหน้าผู้ร่วมงานในไฟลท์นั้น กัปตัน ฟังรายงานการบินคร่าวๆ ว่าบินกี่ชั่วโมง ที่ความสูงเท่าไหร่ และสภาพอากาศวันนั้น จะได้เตรียมตัวรับสถาณการณ์เนิ่นๆ ฟังเพอร์เซอร์ กะ SFS อบรมว่าเค้าคาดหวังอะไรจากเราบ้าง ตอบคำถาม safe talk ฯลฯ
แล้วก็ถึงเวลาทำงานจริง ไฟลท์นี้โชคดีที่ผู้โดยสารน้อย ไปแบบโล่งๆ มีเวลาเยอะ 
มี CRC [ Crew Rest Compartment] ให้ด้วย ขาไปนี้ได้นอนตั้งคนละ 4ชั่วโมง เห็นเด็กในไฟลท์ดูการ์ตูน Cinderella เลยเอามั่ง อิอิ ไปถึงเพิร์ธแบบไม่เหนื่อยเลย แถมโรงแรมมีอินเตอร์เนตให้ฟรีด้วย
ตอนเช้า 11โมง นัดกับเพื่อนชื่อ Evany เป็นคนฮ่องกงออกไปเที่ยวกัน
จริงๆแล้ว Perth เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรเลยยยย อาศัยว่ามา shopping มาทานอาหารอร่อยๆเอาแทน
   
ด้านหลังโรงแรมเป็นแม่น้ำค่ะ และเป็น Park เมืองนี้สวนสาธารณะเยอะมาก
น่าจะเปลี่ยนชื่อจาก Perth เป็น Park มากกว่าเนี่ย เดินไปถ่ายรูปไปดูเล่นๆ
   
เมืองนี้นกก็เยอะ แถมเชื่องด้วย เดินอยู่บินลงน้ำไปกินปลากลับขึ้นมาใหม่ก็มี
10 นาที จากโรงแรมก็ถึงย่าน downtown เป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านค้า ร้านอาหาร Supermarket
เดินที่เดียวจบ ข้างล่างเป็นห้าง David Jones คงประมาณ Central บ้านเรา
อาหารกลางวัน ไปทานอาหารญี่ปุ่นกันค่ะ ร้านนี้คนเยอะ และราคาค่อนข้างถูก
ทานข้าวเทมปุระ ราคา5เหรียญ
 แล้วก็เดินซื้อของกัน สำหรับเราหนักไปทางของกิน เน้นพวกแฮม ไส้กรอก ขนกลับดูไบ สตรอเบอรรี่ของโปรด 2กล่อง แล้วก็หมดภายในคืนนั้น อิอิ ขากลับแวะถ่ายรูปกันที่ Park ทางผ่านไปโรงแรม
 
Park เค้าน่านั่งเล่นมาก แถมอยู่ใจกลางเมือง ไม่มี homeless ด้วย
พอโดน Flash แล้วหัวเราแดงขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย
 
ถ่ายรูปกะ Mr. Kangaroo ก่อนไปหม่ำๆอาหารเย็น ไม่ต้องถามว่ารู้ได้ไงว่าเป็น มิสเตอร์ นะ
  มา Australia ต้องมาทานอาหารเกาหลีสิ  เพราะที่นี่คนเกาหลีเยอะมากๆ  เยอะจิงๆ เราไม่เลือกร้าน Arirung
ยอดฮิตของลูกเรือ แต่เดินเลยมาอีกหน่อย มีอีกร้านนึง บรรยากาศบ้านๆกว่า
สิ่งที่ชอบสำหรับร้านอาหารเมืองนอก คือเค้าไม่คิดค่าน้ำเปล่าล่ะ ส่วนใหญ่นะ
เมืองไทยค่าน้ำแข็งก็เอา น้ำเปล่าก็คิด บาทสองบาทก็ยังจะเอาน่ะ
ร้านนี้เสิร์ฟชาร้อนฟรี แต่กี้รู้สึกว่ารสชาติเหมือนผสมสาหร่าย ยังไง๊ ยังไง
    
      
ทริปนี้สนุกดีนะ ถึงเมืองจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม ส่วนนึงอยู่ที่เพื่อนร่วมงานด้วยล่ะมั้ง
จะว่าไปกี้ก็ชอบออกมาเที่ยวกะลูกเรือเอเชียด้วยกันมากกว่าฝรั่งนะ มันรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองมากกว่า
สำหรับเราวัฒนธรรมการกินด้วยกัน แชร์กันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับพวกฝรั่งแล้ว
เป็นเรื่องแปลกมาก ทุกอย่างของใครของมัน บางครั้งสำหรับเราก็อึดอัด
เราอยากกินนู่นนิด นี่หน่อย ตามประสาพวกโลภมาก จะให้ไปกินแต่ซูชิอย่างเดียว เลี่ยนตาย
 หมดนี่แชร์กันตกคนละ 21 เหรียญ อิ่มอร่อย แทบกลิ้งออกจากร้าน
 ขากลับเป็นอะไรที่เหนื่อยมากกกกก  ผู้โดยสารเต็มลำ ไม่ได้นั่งกันเลยทีเดียว
ตอบ Call Bell ซึ่งดังตลอด นี่ชั้นกำลังทำไฟลท์เชนไนอยู่หรือยังไงเนี่ย
ชา กาแฟน่ะ ซดกันเข้าไป ทำไมไม่หลับไม่นอนกัน ห๊า!!!!!
เหนื่อยมากนอนใน CRC ว่าจะเปิดดูการ์ตูนเมาคลีก่อนนอน ไตเติ้ลขึ้นเท่านั้นล่ะ หลับเลยย
 ตื่นมาปิดอีกที ตอนเมาคลีเตลิดออกจากป่าไปละ
ถึงดูไบอย่างสวัสดิภาพ ด้วยสภาพอิดโรย โดนผู้โดยสารทารุณทุกไฟลท์สิน่า
รวมชั่วโมงบินทั้งหมด 21.58 ถ้ารู้สึกว่าจนๆทำเพิร์ทก็ไม่ได้เลวร้ายมากนะ ไป3วันได้มาหมื่นนิดๆ น่าจะดีกว่า JFK หรือ Houston ที่เค้าเปรียบเทียบเป็น บอมเบย์ 14ชั่วโมง เป็นยังไงรอให้ได้ทำจะมาเล่าให้ฟังนะคะ
แต่อย่าเพิ่งได้ทำเล๊ย 
PS. ตารางบินเดือนหน้าออกแล้ว ต้อนรับรอมดอน ลมแทบจับ Bid  BKK
Seniority อันดับ5 ห้าวหาญบิด อินชอน กะโอซาก้าซึ่งต้อง Seniority อันดับ 1,2 เท่านั้นถึงจะได้
มันให้มา2เดลี1อัมมาน บินติดเป็นพวง จะสลัดยังไงดีเนี่ย ต่อด้วยฮัมบูร์กกะเพื่อนปูน
เลวร้ายที่สุด เกิดมาไม่เคยคิดจะได้ทำ ลากอส 2ไฟลท์ติด ไอ้ทีแรกเห็น LOSในตาราง นึกว่าได้ LA
แต่เอ๊ะ LA เปิดเดือนตุลานี่นา  ซวยละเรา  
 ต้องไปตามรอย Blood Diamond ใช่มั้ยเนี่ย
จบลากอสเป็นโรม
คือทำโรมทุกเดือน เค้าคงนึกว่าเราเป็น Italian Speaker  แต่ก็ยังดีนะ ชอบทำโรม
ปิดท้ายด้วยซูริคไปกะหญิง
เซ็งจัด ทำยังไงกะลากอสดีเนี่ย โทรปรึกษามิ มิก็อึ้ง ไม่รู้จะช่วยยังไงดี
ได้แต่บอกใจเย็นๆนะกี้
แค่นี้ก็พอละสำหรับเรา
สำหรับกี้นะ เวลาที่เครียด ไม่สบายใจ ละบ่นให้ฟัง  เราไม่ต้องการคำปลอบใจแบบ
ไม่เป็นไรนะเธอ  เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น  ต้องอดทน บลาๆๆๆ แบบนี้ เราจะไม่ฟังเลย
มันจะดีขึ้นยังไงฮะ ... เค้าคงเอาลากอส ออกไปจากตารางเราหรอก  พูดเหมือนเราเป็นเด็กไม่รู้เรื่องเลยอ้ะ
ขอแค่คนฟังเราบ่น ละเข้าข้างเรา ช่วยเราด่า ช่วยกันสาปแช่ง Crew Controller ก้อพอละ
 พอเราบ่นเสร็จ ก็สบายใจ ก้อจบ
เราเป็นพวกยอมรับอะไรได้ง่ายๆ  เพราะพื้นฐานเราเป็นพวกชอบหนีปัญหา
เราไม่ชอบคิดเรื่องที่คิดแล้วไม่มีความสุข ทางกลับกันเราจะเปลี่ยนไปคิดให้มันเป็นเรื่องดีแทน
และเราจะคิดได้ด้วยตัวเองด้วยเมื่อเราพร้อมจะคิด  ...เท่านั้นนนน...
กี้ก็ปุถุชนคนธรรมดา จะให้คิดดี คิดได้ตั้งแต่แรกเลยคงไม่ได้ ไม่งั้นคงไม่โทรมาบ่นให้ฟังหรอก
เราเป็นคนเข้าใจยาก  และเอาแต่ใจตัวเอง
 ใครที่พูดจาไม่เข้าหูเราหรือไม่ตรงอย่างที่เราต้องการ เราจะไม่ฟังเลย
พูดให้ฟังไปก็เท่านั้น
เราก็เลือกที่จะบ่นให้มิ ไม่ก็ ป๊า ม๊า ฟังมากกว่าแต่กี้บ่นให้มิฟังมากที่สุด
เพราะวัยเดียวกัน  เข้าใจเรามากกว่า
และเค้ารู้ว่าควรพูดยังไงมากกว่าใคร  กว่าจะเข้าใจก็ใช้เวลานานพอดูเลยล่ะ
พอเราอารมณ์เย็นขึ้น ค่อยบ่นให้ที่บ้านฟัง 
อ๊ะ บ่นซะยืดยาว กลายเป็น Drama ไปซะละ ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจเสมอมา
คิดถึงทุกๆคนจริงๆ น้องปลาวาฬด้วย พ่อมันไม่ค่อยอาบน้ำให้ มัวแต่ตีแบด
เราก็ต้องใช้ชีวิตกลางทะเลทรายนี่ต่อไป จะรอมดอนละ ใครๆก็อยากหนีไปจากดูไบ

johanesburg South Africa

posted on 07 Sep 2008 18:26 by giftky

 7ชั่วโมงจากดูไบพร้อมผู้โดยสาร demanding สูง  เสิร์ฟกันไม่มีหยุด พอเครื่องlandingถึงพื้นปุ๊บแทบจะคลานกันออกมาจากเครื่อง สนามบินที่โจฮันเนสเบิร์กนี่ความทันสมัยก็คงเทียบได้กับดอนเมืองเมื่อ20ปีที่แล้ว  เป็นเมืองที่คนผิวขาวปริมาณพอๆกับคนผิวดำอยู่ร่วมกัน  แต่คนผิวไหนทำงานระดับล่างนี่คงไม่ต้องบอก เป็นอันว่ารู้ๆกันค่ะ

ลูกเรือลากกระเป๋าเดินออกจากสนามบินเพื่อไปขึ้นรถโรงแรมระยะทางร่วม300เมตร พวกที่เคยมาก่อนแล้วรู้ดีเอากระเป๋าใส่รถเข็นที่จัดไว้ให้ที่สนามบินเข็นผ่านพวกเด็กใหม่ ครั้งแรกอย่างเรา ฉิวววววววววว ........

อากาศที่โจเบิร์กตอนนี้กำลังเย็นสบาย 15 องศา บวกกับแดดเปรี้ยงๆ สองข้างทางที่นั่งรถผ่านเห็นถึงความcontrast กันอย่างชัดเจนระหว่างสภาพภูมิอากาศของทวีป อากาศหนาวเย็นต้องนึกถึงต้นหญ้าสีเขียว หรือกลุ่มต้นสนใช่มะล่ะ แต่ที่นี่เป็นหญ้าสั้นๆสีน้ำตาลสไตล์ทวีปแอฟริกา ( พูดเหมือนเป็นblog แฟชั่นเลยแฮะ )

ว่ากันต่อ.......รถพาเรามาจอดที่หน้าโรงแรม sun square Monticasino ไม่ต้องบอกก้อรู้ว่าโรงแรมนี้มีคาสิโนให้เล่น เด็กน้อยไร้เดียงสาอย่างเราเกิดมายังไม่เคยเห็นว่าคาสิโนเป็นยังไง ว่าจะขอไปดูซะหน่อยย

ที่โรงแรมมีแซนด์วิชกะน้ำผลไม้ต้อนรับ ลูกเรือผู้ถูกผู้โดยสารทารุณกรรมจากไฟลท์ซัดกันเกลี้ยง ก่อนรับกุญแจห้องแยกย้ายกันไปพักผ่อน พอดีว่ากี้มีคนสนใจจะเข้าไปที่ห้างฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมแหละ แต่ว่าเดินไกลก็เลย เหมาแท๊กซี่ไปกัน

เนื่องจากไม่มีอะไรอยากซื้อเป็นพิเศษนอกจากกินข้าวเท่านั้น เราแวะกันที่ร้าน Ocean Basket เป็นร้านขายอาหาร seafood ชื่อดังของที่นี่ประเดิม ด้วย หอยแมลงภู่ซอสกระเทียม ตั้งแต่ไปนิวซีแลนด์มาก็เกิดชอบกินหอยแมลงภู่ขึ้นมาดื้อๆซะอย่างงั้น คราวนี้พอทานซีฟู้ดที่ไหนก็ต้องสั่งทุกครั้งสิน่า

อร่อยมากนะ  หอยน่ะงั้นๆ แต่ตัวซอสนี่อร่อยมาก จิ้มขนมปังเพลินจนหมดเลย
จบจากจานเรียกน้ำย่อย ต่อด้วย main corse ด้วยความบ้า บวก หิวววว เลยสั่ง main corse ทะเลรวมสำหรับทานคนเดียวอีก1ที่ จานนี้มันขนมากันทั้งทะเลเลยค่ะ ปู กุ้ง ปลา ปลาหมึก หอย     ลืมตัวน่ะค่ะว่ากระเพาะฝรั่งกะเอเชียมันคนละไซส์กัน ขนาดว่าเราทานเยอะกว่าชาวบ้านเค้าแล้วน่ะ ยกธงขาวไปเลย
อิ่มมากกก เดินย่อยนิดหน่อย รอรถมารับ ถึงโรงแรม หลับค่ะ  
ตื่นมาอีกทีตอนเช้าออกมาเก็บบรรยากาศรอบโรงแรม คือมาที่โจเบิร์กนี่ส่วนใหญ่ก้ออยู่ในโรงแรมกันค่ะ เพราะเหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งเลย  จากที่ฟังเค้าเล่า บอกว่าข้างนอกค่อนข้างอันตราย คนดำแยะ ไอ้จะไปซาฟารีเค้าก็บอกว่ามันค่อนข้างไกลใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เป็นซาฟารีของแท้ที่สัตว์ทั้งหลายเค้าอยู่กันอย่างอิสระ ฟังแล้วน่าไปใช่มั้ยล่ะ  ลูกเรือขาลุยอย่างเราก็ขอเป็นกบอยู่ในกะลาต่อไปค่ะ
บริเวณโรงแรมค่ะ เป็นอีกเมืองหนึ่งเลย มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของ และคาสิโน
ไฟลท์นี้มีตุ๊ด UK อยู่คนนึงขามาเป็น galley operator จิงๆแล้วgalley operator เป็นตำแหน่งที่ลูกเรือส่วนใหญ่มักแย่งกันเพราะไม่ต้องวุ่นวายกะผู้โดยสาร มีareaเป็นของตัวเอง อยากินอะไรเมื่อไหร่ ทำอะไรได้ตลอด
คนทำแกลลี่ หรือคนทำครัวส่วนใหญ่ก็มักจะ nice แต่จะมีบางพวกที่ออกแนวบ้าๆ แตะอะไรของมันไม่ได้เลย มักแสดงออกว่าไม่พอใจที่เราไปยุ่งกะแกลลี่มันด้วยการชักสีหน้า ก็ไม่เข้าใจนะว่าจะหวงไปทำไม๊ ไม่ใช่ห้องนอนมันซะหน่อย ประเภทนี้เราเรียกกันว่า galley bitch ค่ะ  ตุ๊ดUKคนนี้นี่galley bitch ของแท้ค่ะ เหนื่อยกะมันจิงๆ
บรรยากาศด้านใน เหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งอย่างที่บอกน่ะค่ะ เค้าทาสีเพดานเป็นท้องฟ้าฝั่งหนึ่งจะเป็นตอนกลางวัน อีกฝั่งหนึ่งเป็นตอนกลางคืน มีถนน มีป้ายบอกทางอย่างที่เห็นในรูป  ส่วนคาสิโนที่เห็นคนละอย่างกะพวกLas Vegas ที่เห็นในหนัง  ที่นี่เป็นแนวตู้หยอดเหรียญเยอะๆให้เล่นมากกว่า  อยากถ่ายรูปแต่ใจไม่กล้าน่ะค่ะ  ด้านหน้ามีพี่ดำตัวใหญ่เป็นการ์ดคุมอยู่น่ะ  นึกภาพตามเอาละกันเนอะ
หน้าร้านอาหารไทย มีสามล้อด้วยยย
ขายให้ใครคะเนี่ยยย
ออกมาอีกฝั่งหนึ่งเป็นฝั่งสวนนก แต่ต้องเสียเงินเข้าชม ตอนนั้นไม่มีเวลาแล้วเลยอดเข้าค่ะ
ตั้งแต่เดินมาน่ะ ตรงนี้สวยที่สุดละค่ะ
ทางเข้าสวนนก
จบละค่ะ งานนี้ได้ไวน์แดงกลับไปฝากท่านพ่อท่านแม่ ที่นี่ไวน์ขึ้นชื่อค่ะ ไม่กี่ร้อยบาทก็ได้ไวน์คุณภาพดีละ อันนี้เพื่อนบอกมา เรากินไม่เป็นง่ะ   รวมแล้วรอบนี้ค่าขนมหมดเกลี้ยงเลยค่า
คิดถึงเมืองไทยจังค่ะ ที่ไหนก็ไม่เหมือนเมืองไทย มาแบบนี้ครั้งเดียวก็พอละน่ะ แต่เมืองไทยไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ
 คิดถึงข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ฟูจิ MK ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ส้มตำ ไก่ทอด
 ป๊าม๊า  มิมิ น้องๆ ปลาวาฬ 
ที่ไหนก็ไม่มีให้กี้นอกจากเมืองไทย
พูดไปพูดมาเป็นblog เรียกน้ำตาซะละ ไปดีกว่า บายค่ะ

edit @ 7 Sep 2008 20:54:23 by Gie Gie

Newcastle

posted on 25 Aug 2008 10:53 by giftky

กลับมาอีกทีตอนปลายเดือน บอกแล้วว่าขี้เกียจ คราวนี้เป็นรอบของNewcastle ที่ไปมาตั้งแต่เดือนที่แล้วล่ะค่ะ

ไฟลท์นี้เป็นอีกไฟลท์ที่สบายมากๆลูกเรือเต็มอัตรา ผู้โดยสารeconomy 65คน  สวรรค์ของแท้จิงๆ ไฟลท์นี้เจอน้องผู้หญิงคนไทยกำลังจะไปเรียนต่อที่นิวคาสเซิลด้วย เพราะเห็นเค้าอ่านหนังสือสวดมนต์  เห็นสีหน้าเค้าละก็เข้าใจเลยนะว่าคำว่าต่อไปนี้ต้องอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวเนี่ยมันรู้สึกยังไง    

อย่างที่บอกไปแล้วว่าไฟลท์นี้ผู้โดยสารน้อยขนาดไหนลูกเรือว่างจัดขนาดไปเล่นกะผู้โดยสาร มีน้องChris ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ คุณแม่เป็นคนไทยเป็นขวัญใจของลูกเรือบนไฟลท์

อ้อไฟลท์นี้เป็นไฟลท์อังกฤษไฟลท์แรกของกี้ด้วย จริงๆแล้วไฟลท์อังกฤษเป็นไฟลท์ที่ได้ง่ายมากนะคะ เพราะถือเป็นเส้นทางทำเงินเส้นหนึ่งของสารการบิน เพราะมากถึง 12 ไฟลท์ต่อวัน

LHR    ลอนดอนฮีทโทรว์ 4 ไฟลท์

LGW  ลอนดอนแกตวิก 3ไฟลท์

MAN   แมนเชสเตอร์ 1 ไฟลท์

NCL   นิวคาสเซิล 1 ไฟลท์

BXH   เบอร์มิงแฮม 2 ไฟลท์

GLA   กลาสโกว์  1 ไฟลท์

เครื่องลงท่สนามบินนิวคาสเซิล เป็นสนามบินเล็กๆค่ะ ประมาณสนามบินเชียงใหม่ได้  อากาศค่อนข้างเย็นสบาย มีแดดนิดๆ น่าออกไปเที่ยวมากๆ วันนี้เราพักกันที่นี่ค่ะ The Marriot

 

เราออกไปช้อปปิ้งที่ห้างmetrocentre ใกล้กะโรงแรมแค่ข้ามถนนไปก็ถึง เป็นห้างที่เค้าว่ากันว่าเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ใหญ่แค่ไหนรูปถ่ายคงบอกไม่ได้ต้องไปดูกันเอาเองค่ะ  ส่วนตัวไม่ได้ซื้ออะไรค่ะนอกจากหวีสับทำผมกล้วยหอมซึ่งอันที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มันพิการหักซี่กลางมานานละ แล้วก็แวะ มาร์คเสปนเซอร์ ซื้อครีมอาบน้ำแวะร้านกาแฟ Starbucks กลับมาที่โรงแรมเพราะนัดกับลูกเรือ เพอร์เซอร์ กะกัปตันจะเข้าเมืองไปร้านอาหารริมน้ำกัน

เราเข้าเมืองโดยรถบัสค่ะ คนละ2ปอนด์  เมืองเค้าสวยดีนะคะบ้านเมืองยังดูโบราณๆอยู่เลย
เราเดินตามถนนไปเรื่อยๆจนถึงร้านที่ชื่อว่า  เดอะเควไซด์ ขายเบียร์ และอาหาร ปรากฏว่าที่นั่งด้านริมน้ำเต็ม กว่าจะได้นั่งก็ต้องรอนานหลายนาทีเหมือนกัน  จากร้านนั้นก็ไปหาอะไรทานกันแล้วก็กลับโรงแรม ขากลับผ่านSt. James Park ด้วย คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะขอลองไปเยี่ยมซะหน่อยยย